มีเลือดออกเวลาแปรงฟัน เหงือกบวม หรือรู้สึกว่าครอบฟันบนรากฟันเทียมขยับ อาการเหล่านี้อาจทำให้กังวลว่ารากฟันเทียมมีปัญหาจนต้องถอดออก แต่ การอักเสบรอบรากฟันเทียมไม่ได้หมายความว่าต้องถอดหรือใส่ใหม่ทุกกรณี สิ่งสำคัญคือตรวจให้ทราบว่าปัญหาอยู่ที่เหงือก กระดูก หรือชิ้นส่วนของรากฟันเทียม
บทความนี้จะพาไปรู้จักอาการที่ควรสังเกต แนวทางรักษา การดูแลเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ และกรณีที่ทันตแพทย์อาจพิจารณาถอดรากฟันเทียม
รากฟันเทียมอักเสบคืออะไร?
คำว่า “รากฟันเทียมอักเสบ” ที่ใช้กันทั่วไป หมายถึงการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบรากฟันเทียม ไม่ใช่ตัววัสดุรากฟันเทียม โดยแบ่งเป็นสองภาวะหลัก
1. เหงือกรอบรากฟันเทียมอักเสบ
ภาวะนี้เรียกว่า peri-implant mucositis เป็นการอักเสบของเนื้อเยื่ออ่อนรอบรากฟันเทียม โดยยังไม่พบการสูญเสียกระดูกเพิ่มเติมนอกเหนือจากการปรับตัวของกระดูกตามปกติในช่วงแรก อาจพบเหงือกบวม แดง หรือเลือดออกเมื่อตรวจบริเวณขอบเหงือก
2. การอักเสบรอบรากฟันเทียมร่วมกับการสูญเสียกระดูก
ภาวะนี้เรียกว่า peri-implantitis มีการอักเสบร่วมกับการสูญเสียกระดูกที่รองรับรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะประเมินจากการตรวจเหงือก ความลึกของร่องเหงือก และภาพเอกซเรย์ร่วมกัน ไม่สามารถแยกสองภาวะนี้ได้จากการมองเหงือกด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว
รากฟันเทียมอักเสบมีอาการอย่างไร?
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- เหงือกมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือทำความสะอาดซอกฟัน
- เหงือกรอบรากฟันเทียมบวม แดง หรือรู้สึกผิดปกติ
- มีกลิ่นปากหรือรสผิดปกติในปาก
- มีหนองบริเวณขอบเหงือก
- รู้สึกว่าครอบฟัน สะพานฟัน หรือรากฟันเทียมขยับ
บางคนอาจยังใช้งานได้และไม่รู้สึกเจ็บ จึงไม่ควรรอให้ปวดหรือโยกก่อนเข้ารับการตรวจ หากพบความผิดปกติควรนัดพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

หากมีไข้ร่วมกับใบหน้าบวมหรืออาการแย่ลง ควรติดต่อทันตแพทย์โดยเร็ว ส่วนอาการหายใจลำบาก กลืนลำบาก หรือบวมมากบริเวณปากและคอ ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอวันนัดตามปกติ
รากฟันเทียมอักเสบเกิดจากอะไร?
การสะสมของคราบจุลินทรีย์รอบรากฟันเทียมเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณที่ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ผู้ที่เคยเป็นโรคปริทันต์หรือไม่ได้เข้ารับการดูแลต่อเนื่องควรให้ความสำคัญกับการติดตามสุขภาพเหงือกเป็นพิเศษ
อีกสิ่งที่ทันตแพทย์จะตรวจคือ วัสดุยึดครอบฟันตกค้างใต้เหงือก ในกรณีที่ใช้ครอบฟันแบบยึดด้วยซีเมนต์ รวมถึงรูปทรงครอบฟันที่อาจทำให้เข้าถึงเพื่อทำความสะอาดได้ยาก วัสดุยึดครอบฟันนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกับหินปูนทั่วไป
หากรู้สึกว่าฟันขยับ ทันตแพทย์ยังต้องตรวจแยกปัญหาของชิ้นส่วน เช่น ครอบฟันหรือสกรูหลวม ออกจากการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบรากฟันเทียม เพราะเป็นคนละปัญหาและอาจต้องแก้ไขต่างกัน
ทันตแพทย์ตรวจอย่างไรว่าต้องรักษาแบบไหน?
การตรวจไม่ได้พิจารณาเพียงว่ามีเหงือกบวมหรือไม่ แต่จะประเมินหลายส่วนประกอบกัน ได้แก่
- ประวัติการทำรากฟันเทียมและช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ
- การมีเลือดออกหรือหนองขณะตรวจเหงือก
- ความลึกของร่องเหงือกและการเปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อน
- ระดับกระดูกรอบรากฟันเทียมจากภาพเอกซเรย์
หากมีภาพเอกซเรย์หรือประวัติการรักษาเดิม ควรนำไปด้วยเพื่อช่วยเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ร่องเหงือกลึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าเป็น peri-implantitis ต้องใช้ข้อมูลการอักเสบและระดับกระดูกร่วมด้วย
รากฟันเทียมอักเสบรักษาอย่างไร?
การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของปัญหา โดยมีเป้าหมายลดการอักเสบและทำให้ดูแลความสะอาดรอบรากฟันเทียมได้ดีขึ้น
กรณีอักเสบเฉพาะเหงือก
ทันตแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณรอบรากฟันเทียม พร้อมแนะนำวิธีดูแลที่เหมาะกับครอบฟันหรือสะพานฟันของแต่ละคน หากพบวัสดุยึดครอบฟันตกค้างหรือส่วนที่ขัดขวางการทำความสะอาด อาจต้องแก้ไขร่วมด้วย
กรณีมีการสูญเสียกระดูกร่วมด้วย
อาจเริ่มจากการทำความสะอาดและควบคุมการอักเสบโดยไม่ผ่าตัดก่อน หากผลยังไม่เพียงพอ ทันตแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อเข้าถึงบริเวณที่มีปัญหา บางกรณีอาจเหมาะกับการรักษาเพื่อสร้างกระดูกทดแทน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องทำหรือได้ผลเหมือนกัน
ต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?
ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้แทนการกำจัดคราบและแก้ไขสาเหตุได้ แนวทาง EFP S3 ของ Herrera และคณะ ปี 2023 ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานเป็นประจำในผู้ป่วย peri-implantitis ทุกราย ทันตแพทย์ต้องพิจารณาความจำเป็นเป็นรายกรณี จึงไม่ควรซื้อยากินเองหรือใช้ยาที่เหลือจากครั้งก่อน
รากฟันเทียมอักเสบต้องถอดออกไหม?
ไม่จำเป็นต้องถอดทุกกรณี แต่หากกระดูกที่รองรับสูญเสียไปมากจนตัวรากฟันเทียมสูญเสียการยึดกับกระดูกและโยก อาจไม่สามารถเก็บไว้ใช้งานต่อได้ การตรวจตั้งแต่เริ่มมีอาการจึงสำคัญกว่าการรอจนรากเทียมโยก
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกว่า “ฟันโยก” ไม่ได้แปลว่าตัวรากฟันเทียมโยกเสมอไป ส่วนที่ขยับอาจเป็นครอบฟันหรือสกรู ทันตแพทย์ต้องตรวจให้ชัดก่อนตัดสินใจว่าจะซ่อมชิ้นส่วน รักษาเนื้อเยื่อรอบรากเทียม หรือพิจารณาถอด
ถอดรากฟันเทียมแล้ว ใส่ใหม่ได้ไหม?
การถอดรากฟันเทียมไม่ได้หมายความว่าจะใส่ใหม่ไม่ได้ แต่ต้องประเมินสาเหตุที่รากเดิมมีปัญหา สภาพกระดูกและเนื้อเยื่อ รวมถึงความเหมาะสมของการรักษาครั้งใหม่ก่อน บางกรณีอาจต้องรักษาหรือเสริมกระดูกเพิ่มเติม ไม่ควรสรุปว่าจะใส่ใหม่ได้ทันทีจากอาการเพียงอย่างเดียว
งานทบทวนอย่างเป็นระบบของ Oh, Shiau และ Reynolds ปี 2020 รวบรวมการศึกษาย้อนหลัง 8 งาน ครอบคลุมผู้ป่วย 557 คน และรากเทียมที่ใส่ทดแทน 673 ราก พบอัตรารอดเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก 86.3% โดยระยะติดตามแตกต่างกันตั้งแต่น้อยกว่า 1 ปีถึงมากกว่า 5 ปี
ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลการใส่รากเทียมใหม่ในตำแหน่งที่รากเดิมล้มเหลวจากหลายสาเหตุ ไม่ใช่อัตรารักษารากฟันเทียมอักเสบเดิมให้หาย และ “อัตรารอด” ไม่ได้หมายถึงการไม่มีภาวะแทรกซ้อนทุกชนิด จึงไม่สามารถใช้รับประกันผลรายบุคคลได้

ดูแลอย่างไรเพื่อลดโอกาสกลับมาอักเสบ?
การดูแลรากฟันเทียมไม่ได้จบหลังรักษาอาการครั้งนี้ แต่ต้องทำความสะอาดต่อเนื่องและเข้ารับการตรวจตามนัด โดยควร
- ทำความสะอาดรอบครอบฟันและซอกฟันให้ทั่วถึงตามวิธีที่ทันตแพทย์แนะนำ
- เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับช่องว่างและรูปทรงของครอบฟันหรือสะพานฟัน
- งดสูบบุหรี่
- ดูแลโรคเหงือกและฟันธรรมชาติที่เหลืออยู่
- หากพบเลือดออก เหงือกบวม หรือความผิดปกติใหม่ ให้ติดต่อคลินิกก่อนถึงวันนัด
การดูแลที่บ้านและการทำความสะอาดโดยบุคลากรทางทันตกรรมมีบทบาทร่วมกัน ไม่สามารถใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนทั้งหมดได้
หลังรักษา peri-implantitis แนวทาง EFP ปี 2023 ของ Herrera และคณะ แนะนำการดูแลติดตามทุกประมาณ 3–4 เดือนในปีแรก แล้วปรับระยะตามความเสี่ยงของแต่ละคน ระยะติดตามนี้ไม่ใช่ข้อกำหนดเดียวสำหรับผู้มีรากฟันเทียมทุกคน และไม่ใช่เหตุผลให้รอหากมีอาการผิดปกติก่อนนัด
ค่ารักษาการอักเสบกับค่าใส่รากฟันเทียมใหม่ต่างกันอย่างไร?
สองส่วนนี้เป็นคนละค่าใช้จ่าย การประเมินควรเริ่มจากคำถามว่า ยังสามารถรักษาเพื่อเก็บรากฟันเทียมเดิมไว้ได้หรือไม่ ไม่ใช่เริ่มจากราคาใส่ใหม่ทันที
ก่อนตัดสินใจ ควรขอรายละเอียดว่าแผนรักษาครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น การตรวจและเอกซเรย์ การทำความสะอาด การแก้ไขชิ้นส่วน หรือการผ่าตัด หากจำเป็นต้องถอดและใส่ใหม่ ควรถามเรื่องค่าเสริมกระดูก ฟันชั่วคราว และการติดตามผลเพิ่มเติมด้วย
สามารถดู รายละเอียดบริการและราคารากฟันเทียมของ Loei Dental House เพื่อประกอบการปรึกษาและตัดสินใจ โดยราคาทำรากฟันเทียมใหม่ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นราคาครอบคลุมการรักษาภาวะแทรกซ้อนทุกกรณี
สรุป รากฟันเทียมอักเสบรักษาได้ไหม?
รากฟันเทียมอักเสบมีแนวทางรักษา และไม่ได้ต้องถอดออกเสมอไป สิ่งสำคัญคือแยกให้ได้ว่าเป็นการอักเสบเฉพาะเหงือก มีการสูญเสียกระดูกร่วมด้วย หรือเป็นปัญหาของครอบฟันและชิ้นส่วน เพื่อเลือกวิธีดูแลให้ตรงจุด
หากมีเลือดออก เหงือกบวม หนอง หรือรู้สึกว่าฟันขยับ ควรนัดตรวจโดยไม่รอให้อาการรุนแรง สามารถติดต่อ คลินิกบ้านหมอฟัน Loei Dental House Clinic เพื่อสอบถามการนัดหมายและนำประวัติการรักษาเดิมไปประกอบการปรึกษาทันตแพทย์
*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาทันตแพทย์ก่อนรับบริการ
ติดต่อสอบถามรายละเอียดและจองคิว
- คลินิกบ้านหมอฟัน Loei Dental House Clinic
- ที่ตั้ง: ติดกับร้านแอดไวซ์ สาขาราชภัฏฯ จ.เลย
- เบอร์โทรศัพท์: 088-060-1108
- LINE Official: @loeidentalhouse
- เว็บไซต์: loeidentalhouse.com




